รับฟังรายการชั่วโมงคนรักสัตว์ Live radio ทุกวันอาทิตย์ 13:00-14:00
รับฟังรายการคนรักสัตว์เลี้ยง Live radio ทุกวันอาทิตย์ 15:00-17:00
Home  |  Contact us   
"ฉลาก" ใครคิดว่าไม่สำคัญ
18 เมษายน 2548 | ฉบับที่ 28






"ฉลาก" ใครคิดว่าไม่สำคัญ

          "ฉลาก"
 ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้  หมายถึงข้อความที่ได้ตีพิมพ์ปรากฏแก่สายตาเราๆ ท่านๆ ปรากฏอยู่บนภาชนะบรรจุอาหารสัตว์เลี้ยงประเภทต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง อาหารกึ่งแห้ง อาหารกระป๋องหรืออาหารเปียก  ข้อความบนฉลากบรรจุอาหารนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะสามารถทำให้คุณๆ ทั้งหลายเข้าใจถูก หรือเข้าใจผิดได้อย่างง่ายๆ บ่อยครั้งที่ยังเห็นการเขียนข้อความซึ่งอวดอ้างสรรพคุณของอาหารเกินความเป็นจริง หรือบางครั้งบริษัทผู้ผลิตอาหารบางรายอาจไม่ได้ตั้งใจ  แต่ตีพิมพ์ข้อความโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทั้งนี้ โดยมุ่งเป้าหมายสำคัญคือให้คุณๆ เชื่อถือจะได้ซื้อสินค้าดังกล่าว 

จนถึง ณ วันนี้กฎหมายควบคุมเรื่อง "ฉลาก" ยังขาดความเข้มงวดและยังไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจังจากหน่วยงานรัฐ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของทั้งสัตว์ทั้งหลายต้องพิจารณาข้อความต่างๆ ที่ปรากฏบนฉลากอย่างรอบคอบด้วยตนเองก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า    หลักการอ่านฉลากอาหารสัตว์ (ให้เป็น) จำเป็นต้องสังเกตองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้

ชื่อสินค้า  มักเป็นสิ่งแรกที่ปรากฏชัดจับตาเมื่อมองที่ภาชนะบรรจุอาหารสัตว์เลี้ยง และมีอิทธิพลค่อนข้างสูงต่อ
การตัดสินใจของเจ้าของสัตว์เลี้ยงว่า จะซื้อสินค้านี้หรือไม่   ผู้ผลิตอาหารส่วนใหญ่จึงนิยมออกแบบชื่อสินค้าที่ปรากฏให้
เด่นสะดุดตา   อย่างไรก็ตาม  ในการตั้งชื่อสินค้าตามมาตรฐานของ AAFCO หรือที่ยอมรับกันในระดับสากลนั้นมีกฎอยู่
4 ข้อ ดังนี้คือ
       กรณีที่ชื่อสินค้าที่มีชื่อของวัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์รวมอยู่ด้วยสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีส่วนประกอบของวัตถุดิบดังกล่าวอยู่ไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้งหรือไม่น้อยกว่า 70 เปอร็เซ็นต์ของน้ำหนักเปียก (รวมน้ำเข้าไปด้วย) เช่น อาหารที่มีชื่อว่า "Beef for Dogs" หรือ "Fish for Cats" หมายความว่าอาหาร 100 กรัมต้องมี "เนื้อวัว" หรือ "ปลา" เป็นส่วนประกอบไม่น้อยกว่า 70 กรัม  ถ้าเป็นสินค้าที่มีชื่อวัตถุดิบอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดเช่น "Beef & Chicken Dog Foods" หมายความว่าอาหารดังกล่าว 100 กรัมต้องมีส่วนผสมของเนื้อวัวและไก่รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 70 กรัม  ทั้งนี้ ต้องมีปริมาณของเนื้อวัวอยู่มากกว่าเนื้อไก่ด้วย  การตั้งชื่อสินค้าโดยมีชื่อของวัตถุดิบที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์รวมอยู่ด้วยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่น "Lamb and Rice Dog Food" ยกเว้นว่าในอาหารดังกล่าวมีเนื้อแกะเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์  
           กรณีที่อาหารมีวัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์  แต่มากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้ง  การตั้งชื่อสินค้าโดยมีชื่อวัตถุดิบรวมอยู่ด้วยต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมในชื่อเช่น  "dinner", "nuggets" หรือ "formula"   และยังสามารถใส่ชื่อวัตถุดิบอื่นที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ เช่น เมล็ดธัญพืชรวมอยู่ในชื่อได้ด้วย  อาหารประเภทนี้ถ้ามีชื่อของวัตถุดิบรวมอยู่มากกว่าหนึ่งชื่อเช่น "Chicken & Beef Dinner Dog Food" หมายความว่าต้องมีเนื้อไก่และเนื้อวัวรวมกันไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ "Lamb & Rice Formula For Dog" ต้องมีเนื้อแกะและข้าวรวมกันไม่น้อยกว่า 25  เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ ต้องมีวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ปรากฏบนชื่อไม่น้อยกว่า  3  เปอร์เซ็นต์ ด้วย
          กรณีที่ผู้ผลิตบางรายต้องการเน้นให้ทราบว่ามีวัตถุดิบอื่นๆผสมอยู่ในอาหารด้วยแม้ว่ามีอยู่ในปริมาณไม่มากนัก  หากวัตถุดิบดังกล่าวมีปริมาณไม่น้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์  สามารถทำได้โดยการใช้คำว่า "with" ช่วยในชื่อสินค้าเช่น "Cat Food With Shrimp"  อย่างไรก็ดี การตั้งชื่อสินค้าแบบนี้สามารถสร้างความสับสนให้คุณเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ง่ายมาก เพราะอาหารที่ชื่อว่า  "Shrimp Food For Cat" ต้องมีส่วนผสมของกุ้งอยู่ไม่น้อยกว่า 95  เปอร์เซ็นต์  ในขณะที่ "Cat Food With Shrimp" มีกุ้งอยู่อย่างมากที่สุดก็เพียง 3  เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
          กฎข้อสุดท้ายของการตั้งชื่อก็คือเรื่องของ "รสชาติ" หรือ "flavors" การระบุบนฉลากว่าอาหารดังกล่าวเป็นรสชาติใดได้นั้นแม้ว่าไม่ได้มีการกำหนดปริมาณของสารปรุงแต่งที่ใช้ แต่ก็ต้องมีอยู่ในปริมาณที่สามารถตรวจสอบได้  วิธีที่ใช้ทดสอบอาจทำโดยใช้สัตว์ที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีในเรื่องของการจำแนกกลิ่น  นอกจากนี้ชื่อของรสชาติที่ปรากฏบนฉลากต้องมีขนาดและลักษณะไม่แตกต่างจากชื่อสินค้า  ข้อสำคัญที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรทราบก็คือ อาหารที่บอกว่ามีรสชาติต่างๆ เช่น รสเนื้อหรือรสตับนี้ในความเป็นจริงอาจไม่มีส่วนผสมของวัตถุดิบที่เป็นเนื้อหรือตับอยู่เลยก็ได้


ชนิดของวัตถุดิบ (Ingredient List) เป็นส่วนผสมของอาหารบนฉลากเป็นอีกสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจอย่างมาก  ตามมาตรฐานสากลต้องระบุชนิดของวัตถุดิบเรียงตามปริมาณที่ใส่ในสูตรอาหารจากมากที่สุดไปหาที่น้อยที่สุด เช่น ถ้าระบุว่ามีเนื้อวัว  เนื้อไก่  กากถั่วเหลือง  แป้งข้าวโพด ฯลฯ  หมายความว่าวัตถุดิบที่มีอยู่มากที่สุดในอาหารคือเนื้อวัว  รองลงมาเป็นเนื้อไก่  กากถั่วเหลือง และแป้งข้าวโพดตามลำดับ   ถ้าในอาหารมีแป้งข้าวโพดมากกว่าเนื้อวัวก็จะต้องระบุเป็น แป้งข้าวโพด เนื้อวัว  เนื้อไก่  กากถั่วเหลือง ฯลฯ 
        การกำหนดปริมาณอาหารที่มีบรรจุอยู่ในรูปของน้ำหนัก (Net Weight) บนฉลากเป็นอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพราะสามารถช่วยในการเปรียบเทียบราคาได้  การดูเฉพาะขนาดความใหญ่โตของภาชนะบรรจุบางครั้งนั้นอาจลวงตาให้เข้าใจผิดได้  อาหารแห้งที่เห็นว่ามีปริมาณเท่ากัน แต่หากมีความหนาแน่นแตกต่างกันก็อาจมีน้ำหนักไม่เท่ากันก็ได้  นอกจากนี้บนฉลากควรต้องมีชื่อบริษัทผู้ผลิตหรือผู้รับผิดชอบสินค้าเพื่อที่ว่าคุณๆ สามารถติดต่อได้กรณีที่มีข้อสงสัยใดใดก็ตามแต่เกี่ยวกับอาหารที่ซื้อไป
Guaranteed Analysis หรือข้อความรับรองว่าอาหารดังกล่าวมีสารอาหารชนิดต่างๆอยู่ในปริมาณเท่าใดบ้าง  สารอาหารที่ต้องมีการรับรองว่ามีไม่น้อยกว่าตัวเลขที่ระบุไว้ ได้แก่ โปรตีนและไขมัน  ส่วนสารอาหารที่ต้องรับรองว่ามีไม่มากกว่าตัวเลขที่ระบุไว้ ได้แก่ เยื่อใยและเถ้า ทั้งนี้ คุณๆ ต้องดูด้วยว่าหน่วยของความเข้มข้นที่แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นเปรียบเทียบกับน้ำหนักแห้งหรือน้ำหนักเปียก  โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปรียบเทียบความคุ้มระหว่างอาหารกระป๋องกับอาหารแห้งหรืออาหารใดใดก็ตาม  ตัวอย่างเช่นอาหารกระป๋องที่ระบุว่ามีโปรตีนไม่น้อยกว่า 8 เปอร์เซ็นต์   เปรียบเทียบกับอาหารแห้งที่ระบุว่ามีโปรตีนไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์  ดูแล้วเหมือนอาหารแห้งจะมีความเข้มข้นของโปรตีนมากกว่าอาหารกระป๋อง  แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียด  อาหารกระป๋องมีน้ำอยู่ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์  ในขณะที่อาหารแห้งมีน้ำอยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์   ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักแห้งแล้วจะพบว่าอาหารกระป๋องมีโปรตีนอยู่ 32 เปอร์เซ็นต์   (8/25x100)  ส่วนอาหารแห้งมีโปรตีนอยู่ประมาณ 28   เปอร์เซ็นต์  (25/90x100)
           Nutritional Adequacy Statement หรือข้อความที่บอกสรรพคุณว่าอาหารดังกล่าวมีสารอาหารครบตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง  ขอบอกว่านี่เป็นข้อความที่มีอันตรายแฝงอยู่  หากสินค้าใดกล้าระบุว่ามีสารอาหารครบ 100 เปอร์เซ็นต์  ตามความต้องการของสัตว์เลี้ยงเช่นใช้ข้อความ "complete"  "balance"  "100% nutrition" ฯลฯ  นั่นแปลว่าหากสัตว์เลี้ยงของคุณทานอาหารดังกล่าวแล้วไม่มีความจำเป็นต้องให้ทานอาหารเสริมอื่นใดอีกเลย สำหรับอาหารที่มีมาตรฐานได้รับการรับรองจาก AAFCO จะต้องผ่านการทดสอบซึ่งมีอยู่ 2 วิธีให้เลือก 

วิธีแรก
ทำโดยการวิเคราะห์ความเข้มข้นของสารอาหารชนิดต่างๆว่ามีครบถ้วนและเพียงพอตามมาตรฐานที่ AAFCO ระบุไว้  วิธีนี้ผู้ผลิตสามารถตีพิมพ์ข้อความว่า  "อาหารถูกผลิตให้มีสารอาหารครบตามมาตรฐานของ AAFCO" 

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ การทดสอบโดยใช้สัตว์เลี้ยงซึ่งต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขที่ AAFCO กำหนด วิธีนี้ผู้ผลิตสามารถตีพิมพ์ข้อความว่า  "ผ่านการทดสอบในสัตว์ภายใต้เงื่อนไขของ AAFCO พิสูจน์แล้วว่ามีสารอาหารครบถ้วนและสมดุล"
       คำแนะนำปริมาณและวิธีการให้อาหารตลอดจนวิธีการเก็บรักษาทั้งก่อนและหลังเปิดใช้  นับเป็นข้อความที่สำคัญอีกอย่างที่คุณเจ้าของควรต้องพิจารณา  ผู้ผลิตอาจกำหนดปริมาณที่ควรให้แต่ละครั้งเป็นน้ำหนัก (กรัม) หรือเป็นถ้วยตรง (ควรต้องมีแถมมาในภาชนะบรรจุ)  คำแนะนำนี้ช่วยให้คุณๆ ทราบโดยประมาณว่าควรเริ่มต้นให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยงที่ปริมาณเท่าใด  หลังจากนั้นต้องใช้ความสังเกตของตนเองดูว่า สัตว์เลี้ยงของคุณอ้วนหรือผอมหรือมีน้ำหนักตัวพอดี  แล้วจึงทำการปรับปริมาณอาหารให้เหมาะสมอีกครั้ง เพราะความต้องการพลังงานและสารอาหารของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวนั้นมีความแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น  นิสัย  กิจกรรมที่ทำ  อายุ  เพศ ฯลฯ

ทั้งหมดคือสิ่งที่ท่านจะได้จากการอ่านฉลากที่ติดอยู่ข้างภาชนะบรรจุอาหารสัตว์นั่นเอง


 

ยาน่ารู้ | ภัยใกล้ตัว | Dog Health | Pet Tools | Food Court | Cat Health | Exotic Animal
มาตราฐานสายพันธุ์ | Special Story
เรื่องเล่าเจ้าจอมซน | มุมของเหมียว | Dog Fun | Zoolife | Pet Poster
Animal News | Dr.Nat & Super Guy | Teeny Weeny Thing
น.สพ ทศพร นักเบศร์ Tossaporn@petgang.com เลขที่ 834 เจริญนคร กทม. 10600 (โทร 0-2860-2957) © copyright 2004 Petgang.com All reserved.